2.โครงการลดความเสี่ยงเกษตรกรจากการระบาดศัตรูพืช

โครงการลดความเสี่ยงเกษตรกรจากการระบาดศัตรูพืช

หลักการ
การระบาดของศัตรูพืชนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเฝ้าระวังการระบาดของศัตรูพืชในพื้นที่การเกษตรของตน พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์การระบาดศัตรูพืชให้ครอบคลุมพื้นที่ เพื่อให้สามารถดำเนินการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ทันก่อนที่จะเกิดการระบาดหรือสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตร และหากเกิดการระบาดของศัตรูพืชที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร ก็จำเป็นต้องมีมาตรการที่จะแก้ปัญหาหรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบถึงระบบเศรษฐกิจการเกษตรในภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ การส่งเสริมต้องอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน และการใช้วิธีการจัดการศัตรูพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมสาน (IPM) รวมถึงการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย
โครงการลดความเสี่ยงเกษตรกรจากการระบาดศัตรูพืช ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ได้แก่

    • 1. การพัฒนาศักยภาพศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน
    • 2. การปรับพฤติกรรมการใช้สารเคมีของเกษตรกร
    • 3. การเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการศัตรูพืช ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมย่อย 3 กิจกรรม คือ
      • 3.1 การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้านการอารักขาพืช
      • 3.2 การพัฒนาระบบติดตาม พยากรณ์ และเตือนการระบาดศัตรูพืช
      • 3.3 การเตรียมความพร้อมและจัดการศัตรูพืชที่เป็นปัญหาสำคัญ ได้แก่ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง เพลี้ยกระโดสีน้ำตาล และศัตรูอื่น ๆ ของข้าว ศัตรูมะพร้าว แมลงวันผลไม้ ดรคใบขาวอ้อย โรครากขาวของยางพารา และการจัดการศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยว

ผลการปฏิบัติงาน

โครงการลดความเสี่ยงเกษตรกรจากการระบาดศัตรูพืช ปีงบประมาณ 2558 (ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 58)

กิจกรรมการเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการศัตรูพืช
การเตรียมความพร้อมและการจัดการศัตรูพืชที่เป็นปัญหาสำคัญ กลุ่มส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ทำการผลิตพ่อ – แม่พันธุ์และหัวเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์เพื่อผลิตขยายและใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช แบ่งตามพืชที่สำคัญ คือ
1. การจัดการศัตรูมันสำปะหลัง ผลิตพ่อ – แม่พันธุ์แมลงช้างปีกใส จำนวน 12,000 ตัว แตนเบียน Anagyrus lopezi จำนวน 5,000 ตัว เพื่อควบคุมเพลี้ยแป้งสีชมพูและเพลี้ยแป้งอื่น ๆ และผลิตหัวเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จำนวน 650 หลอด สำหรับควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าในมันสำปะหลัง
2. การจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ผลิตหัวเชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม จำนวน 350 และ 300 หลอดตามลำดับ เพื่อใช้สำหรับควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว นอกจากนี้ยังผลิตหัวเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จำนวน 650 หลอด เพื่อใช้ควบคุมโรคข้าวที่เกิดจากเชื้อรา และจะมีการผลิตแมลงห้ำและแมลงเบียนทำลายไข่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
3. การจัดการศัตรูมะพร้าว ผลิตพ่อ – แม่พันธุ์แมลงเบียนกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว คือ แตนเบียนไข่ Trichogramma sp. จำนวน 2,600,000 ตัว แตนเบียนหนอน Bracon hebetor จำนวน 20,000 ตัว และแตนเบียน Asecodes hispinarum จำนวน 1,500 มัมมี่เพื่อกำจัดแมลงดำหนามมะพร้าว

ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.)

จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรและชุมชนจากภัยของศัตรูพืช ที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการพัฒนาเกษตรกร ชุมชน ให้สามารถบริหารจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างครบวงจร  โดยกลุ่มเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานราชการ มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อให้เกษตรกรและชุมชน มีความเข้มแข็ง ในอาชีพเกษตรกรอย่างยั่งยืน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

บทบาทและภารกิจหลักของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน

1. สำรวจตรวจนับแมลงศัตรูธรรมชาติ และศัตรูพืชในแปลงพยากรณ์และเตือนระบาด เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์
ศัตรูพืชในท้องถิ่น
2. ผลิตและขยายแมลงศัตรูธรรมชาติ (ตัวห้ำ และตัวเบียน) และจุลินทรีย์ ใช้ควบคุมและกำจัดศัตรูพืช เพื่อนำไว้ใช้ในชุมชน
3. เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการศัตรูพืช และถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการศัตรูพืช ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร

แนวทางการพัฒนาศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน

๑. พัฒนาศักยภาพสมาชิกและการดำเนินงานของ ศจช. ๘๘๒ ศจช. ใน ๗๗ จังหวัด
อบรมและถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารจัดการศัตรูพืชแก่สมาชิก  ศจช. อย่างต่อเนื่อง ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรพร้อมทั้งสนับสนุนปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม
๒. สร้างเครือข่ายการดำเนินงานของ ศจช. ในระดับจังหวัด
      จัดกิจกรรมเสวนาระหว่างผู้นำของ ศจช. ในจังหวัด เพื่อหารือแนวทางการเชื่อมโยงการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืช รวมถึงการประสานความร่วมมือกันระหว่าง ศจช. เพื่อให้ ศจช. สามารถเป็นกลไกการเฝ้าระวังและจัดการศัตรูพืชได้อย่างแท้จริงในระดับจังหวัด
3. คัดเลือก ศจช.ดีเด่นระดับจังหวัดและระดับเขต

เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนา ศจช. โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจารณาคัดเลือก ศจช.ดีเด่นระดับจังหวัด ส่งผลการคัดเลือกให้สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตเพื่อคัดเลือก ศจช.ดีเด่นระดับเขต และส่งผลการคัดเลือกให้กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยทราบต่อไป โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก ศจช.ดีเด่นประจำปี ๒๕๕๘

       ผลการดำเนินงานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่นระดับเขต

       ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลสระแก้ว  อำเภอท่าศาลา  จังหวัดนครศรีธรรมราช  (ชนะเลิศเขตที่ ๘ )

๑. สถานที่ตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน : หมู่ที่ 4  ตำบลสระแก้ว  อำเภอท่าศาลา

พิกัด แกน X : 47P 0601973   พิกัด Y : 970505

ประธานศูนย์ : นายสุพจน์  ศรีสุชาติ    พืชหลัก : มะพร้าว   จำนวนสมาชิก :  30  ราย

1

๒. การดำเนินงานของ ศจช.

การสำรวจและติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในแปลงพยากรณ์

โดยใช้แปลงของ นางสาวบุญเรือน  ยกย่อง   ตั้งอยู่หมู่ที่ 5  ตำบลสระแก้ว  พิกัด แกน X  47P 0601372
พิกัด Y  970630  เป็นแปลงพยากรณ์และติดตามสถานการณ์  วิธีการดำเนินการ : คัดเลือกต้นมะพร้าวในแปลง 10 ต้น ทำเครื่องหมายเพื่อสำรวจต้นเดิมทุกครั้ง สำรวจทุกสัปดาห์ว่ามีการระบาดของหนอนหัวดำ แมลงดำหนาม หรือด้วงแรดหรือไม่ แล้วบันทึกลงในแบบบันทึกการระบาด ส่งให้เกษตรตำบลบันทึกผลลงในระบบออนไลน์

2

การผลิตขยายแมลงศัตรูธรรมชาติ และจุลินทรีย์

ผลิต/ขยาย แตนเบียนบราคอน ผลิตได้ประมาณ  602,700  ตัวต่อปี นำไปใช้ในสวนปลูกมะพร้าวประมาณ  1,500  ไร่  ผลที่เกษตรกรได้รับ คือ สามารถควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวที่ระบาดในตำบลสระแก้ว  ต.กลาย ต.ท่าขึ้น และ ต.หัวตะพาน  อำเภอท่าศาลา  ไม่ให้ระบาดเพิ่ม และสามารถลดความเสียหายจากการระบาดของศัตรูมะพร้าวได้มากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่การระบาด

3

ศูนย์กลางการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านบริหารจัดการศัตรูพืช

เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตชีวภัณฑ์ (น้ำส้มควันไม้)  ผู้เข้ารับการถ่ายทอดเป็นสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น สมาชิกชุมชนตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล  จำนวน  30  ราย

4

                                                                   

รณรงค์การจัดการโรครากขาวยางพารา

 กิจกรรมรณรงค์การจัดการโรครากขาวยางพารา จะดำเนินงานในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดกระบี่ ตรัง สตูล สงขลา และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมแล้วเกือบ 6 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมดของภาคใต้ (ประมาณ 12 ล้านไร่) เป้าหมายเกษตรกรทั้งสิ้น 2,000 ราย ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 25 มีนาคม 2558 มีเกษตรกรเข้าร่วมงานรณรงค์ทั้งสิ้น 30 ราย และเมื่อรวมตั้งแต่เริ่มโครงการแล้ว มีเกษตรกรเข้าร่วมการรณรงค์แล้วทั้งสิ้น 1,957 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.85 ของเป้าหมายการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงานช่วงวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2558 มีการรณรงค์การจัดการโรครากขาวยางพารา 1 จังหวัด คือ จังหวัดตรัง โดยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง ได้ร่วมถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดการโรครากขาวยางพาราแก่เกษตรกรผู้สนใจที่มาร่วมงานงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระบรมโอรสาธิราชฯ  ณ โรงเรียนวัดควนเมา อำเภอรัษฎา  โดยจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญและลักษณะอาการ ความเสียหายของต้นยางพาราที่เกิดโรครากขาว พร้อมแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดโดยการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา โดยมีนักวิชาการจากสำนักงานเกษตรจังหวัด และประธานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลควนเมาอธิบายให้ความรู้และตอบข้อซักถามแก่เกษตรกร

ขณะนี้ จังหวัดตรังมีผลการดำเนินงานรณรงค์การจัดการโรครากขาวยางพารารวมทั้งสิ้น 366 ราย คิดเป็นร้อยละ 91.50 ของเป้าหมายจังหวัด (400 ราย)

ผลจากการจัดงานรณรงค์จะกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความตระหนักถึงความรุนแรงของโรครากขาวยางพารา และเตรียมการรับมือป้องกันโรค โดยการสำรวจสถานการณ์โรคในพื้นที่ปลูก ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาต้นยางพาราให้แข็งแรง รวมถึงการควบคุมโรคโดยการใช้ชีวภัณฑ์ที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เองต่อไป

 จัดงานวันรณรงค์การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย จังหวัดขอนแก่น

* จังหวัดขอนแก่นจัดงาน วันรณรงค์การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 ณ บ้านโสกขาแก้ว ตำบลห้วยเตย อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น เกษตรกรเข้าร่วมงาน 358 ราย

* กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย

1) สถานีให้ความรู้ ได้แก่

สถานีที่ 1 การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี

สถานีที่ 2 การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน

สถานีที่ 3 การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย

สถานีที่ 4 ตรวจสารพิษตกค้างในเลือดเกษตรกร

2) ตรวจเลือดวัดปริมาณสารเคมีตกค้างในเลือด จำนวน 45 ราย พบว่า

– ปกติ 2 ราย

– ปลอดภัย 10 ราย

– มีความเสี่ยง 16 ราย

– ไม่ปลอดภัย 17 ราย

3) สนับสนุนชีวภัณฑ์ให้เกษตรกร ได้แก่

– สารสกัดสะเดา จำนวน 80 ลิตร

– สารสกัดโล่ติ๊น (ไหลแดง) จำนวน 80 ลิตร

– หัวเชื้อราไตรโคเดอร์มา 110 ขวด พร้อมวัสดุผลิตขยาย

Screenshot_8-horz

 

Application Protect Plant

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนา Application PROTECT PLANTS โดยสามารถดาวน์โหลดใช้งานได้แล้วทั้งระบบปฏิบัติการ android และ ios

21

ในส่วนของงานอารักขาพืชมี ๔ เรื่อง คือ

๑. องค์ความรู้ด้านอารักขาพืช เป็นรายละเอียดทางวิชาการเกี่ยวกับลักษณะอาการ โรค แมลง และการป้องกันกำจัดแต่ละกลุ่มพืช ซึ่งมีทั้งหมด 6 กลุ่มพืช ได้แก่

22

1.1 โรค แมลง ศัตรูไม้ผลและการป้องกันกำจัด

1.2 โรค แมลง ศัตรูผักและการป้องกันกำจัด

1.3 โรค แมลง ศัตรูไม้ดอก ไม้ประดับและการป้องกันกำจัด

1.4 โรค แมลง ศัตรูพืชไร่และการป้องกันกำจัด

1.5 โรค แมลง ศัตรูข้าวและการป้องกันกำจัด

1.6 ศัตรูธรรมชาติ และจุลินทรีย์ที่สำคัญ

 

 

     

 

 

 

วินิจฉัยศัตรูพืชเบื้องต้น  เป็นวินิจฉัยตามลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพืชที่ไม่ได้ระบุไว้ในการวินิจฉัยตามนิดพืช (กรณีไม่เจาะจงชนิดพืช)  โดยใช้วิธีการตอบคำถามตามลักษณะอาการที่พบไปทีละข้อจนพบคำตอบสุดท้าย และให้เจ้าหน้าที่หรือเกษตรกรที่พบอาการดังกล่าวชี้จุดพิกัดในแอพลิเคชั่นได้ เพื่อให้ส่วนกลาง หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านอารักขาพืช หรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ต่อไป

23

 

๓. วินิจฉัยตามชนิดพืช  เป็นการวินิจฉัยตามลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นบนส่วนต่างๆของพืช โดยใช้วิธีการตอบคำถามตามลักษณะอาการที่พบไปทีละข้อจนพบคำตอบสุดท้าย ทั้งสิ้น ๔ กลุ่มพืช รวม ๔๑ ชนิดพืช  ซึ่งขณะนี้สามารถเข้าใช้งานได้แล้วทั้ง ๔ กลุ่มพืช รวม ๑๑ ชนิดพืช สำหรับที่เหลืออีก 30 ชนิดพืช กำลังอยู่ในระหว่างบันทึกข้อมูลเข้าระบบโดยบริษัทผู้ผลิตแอพลิเคชั่น

24

          ๔. พยากรณ์เตือนการระบาดศัตรูพืช  เป็นข่าวเตือนระบาดศัตรูพืชรายสัปดาห์ จากการวิเคราะห์สถานการณ์ตามชนิดพืช ระยะการเจริญเติบโต สภาพภูมิอากาศ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อการเกิดการระบาดของศัตรูพืชในช่วงสัปดาห์ และวิธีการป้องกันและกำจัด รวมถึงให้ผู้ใช้แอพลิเคชั่นสามารถค้นหาข่าวเตือนการระบาดศัตรูพืชที่สนใจได้ โดยกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย รับผิดชอบในการปรับปรุง เพิ่มเติมข้อมูลให้เป็นปัจจุบันทุกสัปดาห์

25

การพัฒนาต่อเนื่อง

๑.  ระยะสั้น

ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล และปรับปรุงข้อมูลองค์ความรู้ด้านอารักขาพืช วินิจฉัยศัตรูพืชเบื้องต้น และวินิจฉัยตามชนิดพืช ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นปัจจุบัน

๒. ระยะยาว

2.1 ดำเนินการเพิ่มเติมข้อมูลการวินิจศัตรูพืชเบื้องต้นให้ครอบคลุมชนิดสาเหตุมากขึ้น

2.2 ดำเนินการเพิ่มเติมข้อมูลการวินิจฉัยตามชนิดพืชให้มีจำนวนชนิดพืชมากขึ้น